วารสารวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมบ้านสมเด็จ https://ph04.tci-thaijo.org/index.php/JEITB <h2>เกี่ยวกับวารสาร</h2> <p>วารสารวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมบ้านสมเด็จ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ได้จัดตั้งวารสาร ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2563 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้และผลงานทางวิชาการที่มีคุณภาพในด้านวิศวกรรมศาสตร์ ได้แก่ วิศวกรรมไฟฟ้า วิศวกรรมอุตสาหการ วิศวกรรมเครื่องกล วิศวกรรมโยธา วิศวกรรมพลังงาน วิศวกรรมยานยนต์ไฟฟ้า วิศวกรรมคอมพิวเตอร์และสารสนเทศ และด้านเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ได้แก่ เทคโนโลยีโลจิสติกส์ เทคโนโลยีการจัดการอุตสาหกรรม เทคโนโลยีสถาปัตยกรรม การจัดการวิศวกรรมการผลิตและคลังสินค้า ออกแบบผลิตภัณฑ์และนวัตกรรม และเทคโนโลยีอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ทั้งในภาษาไทยและภาษาอังกฤษ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ คณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัยทั้งภายในและภายนอกสถาบัน โดยรับพิจารณาบทความวิจัย (Research Article) และบทความวิชาการ (Academic Article) ที่ไม่เคยเผยแพร่หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารอื่น บทความทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายสถาบันที่เชี่ยวชาญอย่างน้อย 3 ท่าน บทความผู้นิพนธ์ภายนอกได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายในและภายนอกที่ไม่ได้สังกัดเดียวกับผู้นิพนธ์ ส่วนบทความผู้นิพนธ์ภายในได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกหน่วยงานที่จัดทำวารสาร แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน (double-blind review) <strong>และไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ใด ๆ</strong> <strong>ในทุกขั้นตอน</strong> สำหรับการกำหนดจัดทำวารสารปีละ 2 ฉบับ ดังนี้</p> <p>ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม-มิถุนายน ของทุกปี</p> <p>ฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคม-ธันวาคม ของทุกปี</p> th-TH kridtharit.th@bsru.ac.th (รองศาสตราจารย์ ดร.กฤดิธฤต ทองสิน) Yossawat.ch@bsru.ac.th (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ยศวัจน์ ชีววรนนท์ตรี) Tue, 23 Jun 2026 15:31:23 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 Enhanced Analysis and Development of Technical Features, Performance, and Occupational Safety in Syringe Needle Destroyers for Advancing Medical Standards https://ph04.tci-thaijo.org/index.php/JEITB/article/view/10943 <p>This paper aims to evaluate the overall suitability of syringe needle destruction devices (SNDDs) in healthcare environments by analyzing how technical attributes, operational performance, and safety/usability influence user acceptance. While SNDDs are widely implemented to reduce needlestick injuries (NSIs) and improve waste management, critical design issues such as overheating, inefficient needle insertion, and limited ergonomic safety remain inadequately addressed. A structured 5-point Likert scale questionnaire was administered to 400 healthcare professionals in Bangkok, including nurses, physicians, medical technologists, and sanitation staff, each with a minimum of six months of device experience. The assessment focused on three key dimensions: technical quality (e.g., destruction reliability, structural design, electrical safety), performance (e.g., destruction speed, consistency), and usability/safety (e.g., ergonomics, heat exposure, ease of operation). Multiple linear regression revealed that technical attributes were the most significant positive predictor of overall suitability (β₁ = 0.1450, <em>p</em> &lt; 0.0001), while operational performance (β₂ = –0.0251, <em>p</em> = 0.0797) and safety/usability (β₃ = –0.0113, <em>p</em> = 0.4186) had negligible or slightly negative effects. The regression model exhibited strong explanatory power (<em>R²</em> ≈ 0.66), and residual analysis confirmed its statistical adequacy. These results highlight the central role of robust technical engineering in shaping user satisfaction and acceptance, emphasizing that structural integrity, mechanical reliability, and conformity to ISO/IEC safety standards outweigh incremental gains in operational speed or superficially integrated safety features. The findings demonstrate that high-quality technical design directly supports clinical usability, operational safety, and confidence in daily device deployment.</p> Weeraphol Pansrinual, Orraya Thongsin, Wichai Vanpetch, Tanaporn Muangmongkun, Orajit Chailikit, Napaphach Chanmuang, Sasinpakorn Sarikha, Paemika Saetiaw, Adcharasiri Anumanee, Apisan Siripan, Wilawan Phumee, Kou Yamada, Pongtep Weerapong ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมบ้านสมเด็จ https://ph04.tci-thaijo.org/index.php/JEITB/article/view/10943 Tue, 23 Jun 2026 00:00:00 +0700 การออกแบบตัวควบคุมพีไอดีที่เหมาะสมสำหรับควบคุมอุณหภูมิของกาต้มน้ำไฟฟ้าด้วยการค้นหาแบบค้างคาว https://ph04.tci-thaijo.org/index.php/JEITB/article/view/11289 <p>งานวิจัยนี้นำเสนอการออกแบบตัวควบคุมพีไอดีที่เหมาะสมสำหรับควบคุมอุณหภูมิของกาต้มน้ำไฟฟ้าด้วยการค้นหาแบบค้างคาวซึ่งเป็นวิธีเชิงเมตา-ฮิวริสติกที่มีประสิทธิภาพ ในงานวิจัยนี้ การค้นหาแบบค้างคาวจะทำให้ฟังก์ชันวัตถุประสงค์มีค่าน้อยที่สุดที่กำหนดจากค่าความคลาดเคลื่อนกำลังสองระหว่างค่าอุณหภูมิอ้างอิงและค่าอุณหภูมิที่เกิดขึ้นจริงของกาต้มน้ำไฟฟ้า ทดสอบการควบคุมอุณหภูมิของกาต้มน้ำไฟฟ้าที่อุณหภูมิ 3 ระดับ คือ 60 80 และ 100 องศาเซลเซียส จากผลการจำลอง พบว่า การค้นหาแบบค้างคาวสามารถหาค่าพารามิเตอร์ของตัวควบคุมพีไอดีได้อย่างเหมาะสม ให้ผลตอบสนองของระบบควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพกว่าการควบคุมด้วยเทอร์โมสตัท นอกจากนี้ ผลการจำลองยังได้รับ การยืนยันจากผลการทดสอบการควบคุมอุณหภูมิของกาต้มน้ำไฟฟ้าในห้องปฏิบัติการจริง</p> สัตถาภูมิ ไทยพานิช, ดนุพล คำปัญญา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมบ้านสมเด็จ https://ph04.tci-thaijo.org/index.php/JEITB/article/view/11289 Tue, 23 Jun 2026 00:00:00 +0700 การออกแบบบรรจุภัณฑ์ชาใบหม่อน กรณีศึกษา วิสาหกิจชุมชนประสานมิตร กรุงเทพมหานคร https://ph04.tci-thaijo.org/index.php/JEITB/article/view/11536 <p>บรรจุภัณฑ์ของสินค้าไม่เพียงแต่มีบทบาทในการปกป้องและรักษาคุณภาพสินค้า แต่ยังมีความสำคัญในด้านการตลาด การใช้งาน และการสนับสนุนสิ่งแวดล้อม ทำให้การออกแบบบรรจุภัณฑ์เป็นส่วนสำคัญในกระบวนการผลิตและจัดจำหน่ายสินค้า โดยงานวิจัยเรื่อง การออกแบบบรรจุภัณฑ์ชาใบหม่อน กรณีศึกษา วิสาหกิจชุมชนประสานมิตร แขวงหิรัญรูจี เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษารูปแบบบรรจุภัณฑ์ชาใบหม่อนของวิสาหกิจชุมชนประสานมิตร และ 2) เพื่อออกแบบบรรจุภัณฑ์ชาใบหม่อนให้ได้มาตรฐานบรรจุภัณฑ์</p> <p>ผู้วิจัยได้ทำการลงพื้นที่เข้าพบชุมชน เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและสำรวจความต้องการของชุมชน โดยใช้แบบสัมภาษณ์และแบบสังเกต และใช้หลักการออกแบบบรรจุภัณฑ์ในการออกแบบบรรจุภัณฑ์ชาใบหม่อน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า บรรจุภัณฑ์ชาใบหม่อนเดิมของวิสาหกิจชุมชนเป็นถุงกระดาษซิปล็อกติดสติ๊กเกอร์ ซึ่งจัดเก็บไม่สะดวก ฉีกขาดง่าย และแสดงข้อมูลไม่ครบถ้วนตามหลักการออกแบบบรรจุภัณฑ์ ผู้วิจัยจึงพัฒนาบรรจุภัณฑ์ใหม่ให้แข็งแรง น้ำหนักเบา ป้องกันแรงกระแทก แสง และอากาศได้ดี ใช้งานสะดวก เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สื่อสารข้อมูลชัดเจน และได้กำหนดอัตลักษณ์ทางภาพของชาใบหม่อนทั้ง 5 รสชาติให้มีความแตกต่างกันด้านโทนสีและองค์ประกอบกราฟิก เพื่อสะท้อนลักษณะเฉพาะของแต่ละรสชาติ ได้แก่ สีเขียว (ใบหม่อน) สีขาว–เขียวอ่อน (มะลิ) สีน้ำตาล (มะตูม) สีชมพู (เกสรบัวหลวง) และสีเหลือง (เก๊กฮวย) ซึ่งช่วยเสริมภาพลักษณ์ที่ชัดเจนและเพิ่มการจดจำตราสินค้า</p> ชุมพล อินทร์มณี, นุกูล สาระวงศ์, ณัฐชัย เปลี่ยนวิจารณ์, สร้อยสุดา เลาะหมุด, หทัยรัตน์ ธีระกาญจน์, จาตุรงค์ สาระวงศ์, อัญญา อำไพ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมบ้านสมเด็จ https://ph04.tci-thaijo.org/index.php/JEITB/article/view/11536 Tue, 23 Jun 2026 00:00:00 +0700 การใช้งานแพลตฟอร์มพัฒนาหุ่นยนต์ Kria KR260 ร่วมกับไมโครคอนโทรลเลอร์และอุปกรณ์รอบข้าง https://ph04.tci-thaijo.org/index.php/JEITB/article/view/11729 <p>การควบคุมหุ่นยนต์ในภาคอุตสาหกรรมหรือภาคบริการจำเป็นต้องพัฒนาแอปพลิเคชันควบคุมเฉพาะบนบอร์ดหรือแพลตฟอร์มที่มีรูปแบบแตกต่างกัน ซึ่งต้องอาศัยวิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ส่งผลให้ต้นทุนการพัฒนาและบำรุงรักษาระบบสูงขึ้น งานวิจัยนี้เสนอการใช้งานแพลตฟอร์มพัฒนาหุ่นยนต์ Kria KR260 ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่รองรับการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์ส โดยเชื่อมต่อและทำงานร่วมกับไมโครคอนโทรลเลอร์ Arduino และอุปกรณ์รอบข้าง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการออกแบบการพัฒนา และการประเมินประสิทธิภาพของแพลตฟอร์มแบบบูรณาการร่วมกับไมโครคอนโทรลเลอร์และอุปกรณ์รอบข้าง การพัฒนาใช้ซอฟต์แวร์ Vivado ML Edition สำหรับการออกแบบฮาร์ดแวร์และใช้ภาษาระดับสูงในการพัฒนาแอปพลิเคชันควบคุม ดำเนินการทดสอบการสื่อสารข้อมูลและการควบคุมฮาร์ดแวร์ระหว่างไมโครคอนโทรลเลอร์กับอุปกรณ์รอบข้างผ่านพอร์ต Pmod ผลการทดสอบพบว่าประสิทธิภาพของการสื่อสารข้อมูลแบบ I²C มีเวลาตอบสนองที่รวดเร็วกว่าแบบ GPIO โดยค่าเวลารับข้อมูลของ GPIO อยู่ระหว่าง 17–61 มิลลิวินาที ขณะที่ I²C อยู่ที่ 1.13–1.36 มิลลิวินาที ส่วนเวลาส่งข้อมูลของ GPIO จะคงที่ที่ 4 มิลลิวินาที ในขณะที่ I²C อยู่ระหว่าง 0.41–0.54 มิลลิวินาที ผลการทดสอบแสดงให้เห็นว่า I²C มีประสิทธิภาพสูงกว่าในด้านความเร็ว และมีความสม่ำเสมอของเวลาตอบสนองมากกว่า โดยพิจารณาจากช่วงค่าต่ำที่สุดถึงมากที่สุด รวมถึงมีอัตราความสำเร็จของการรับส่งข้อมูลครบถ้วนภายใต้เงื่อนไขการทดลอง ทั้งนี้ผลการประเมินยืนยันว่าแพลตฟอร์ม Kria KR260 สามารถทำงานร่วมกับไมโครคอนโทรลเลอร์และอุปกรณ์รอบข้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำงานได้ถูกต้องภายใต้เงื่อนไขการทดลอง เหมาะสำหรับการประยุกต์ใช้ในการพัฒนาหุ่นยนต์ในภาคอุตสาหกรรมหรือภาคบริการ</p> เศรษฐกาล โปร่งนุช, วิวรรณรัตน์ สารมาตย์, อภิรักษ์ ธิตินฤมิต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมบ้านสมเด็จ https://ph04.tci-thaijo.org/index.php/JEITB/article/view/11729 Tue, 23 Jun 2026 00:00:00 +0700 วิศวกรรมปัจจัยมนุษย์เพื่อการออกแบบเครื่องมืออุปกรณ์ กรณีศึกษาวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเครื่องแกง https://ph04.tci-thaijo.org/index.php/JEITB/article/view/11787 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประยุกต์ใช้หลักวิศวกรรมปัจจัยมนุษย์เพื่อการออกแบบเครื่องมืออุปกรณ์ สำหรับวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเครื่องแกง บ้านดูซงปาแย ตำบลตอหลัง อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี จากการสำรวจปัญหาสุขภาพและการประเมินความเสี่ยงทางการยศาสตร์ด้วยวิธี RULA และ REBA พบว่าผู้ปฏิบัติงานมีความเสี่ยงอยู่ในระดับสูง (คะแนน RULA = 7 และ REBA = 9) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าลักษณะการทำงานในปัจจุบันมีปัญหาและควรได้รับการปรับปรุงสถานีงานอย่างเร่งด่วน ผู้วิจัยได้ ดำเนินการเก็บข้อมูลสัดส่วนร่างกายของกลุ่มตัวอย่างเพศหญิงจำนวน 15 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เพื่อนำมาประกอบการออกแบบเครื่องหั่นตะไคร้และเก้าอี้ปฏิบัติงาน โดยใช้ข้อมูลเปอร์เซ็นไทล์ที่ 5 และ 95 ในการกำหนดสัดส่วน ได้แก่ ความสูงระดับข้อศอก (92.00 - 98.30 เซนติเมตร) ผู้วิจัยได้กำหนดความสูงของโต๊ะปฏิบัติงานไว้ที่ 90 เซนติเมตร เพื่อให้ต่ำกว่าระดับข้อศอกและสะดวกต่อการทำงาน สำหรับการออกแบบเก้าอี้ ได้กำหนดความสูงจากพื้นถึงขาอ่อนล่างเป็นช่วง 35-45 เซนติเมตร เพื่อให้สามารถปรับระดับได้ ความลึกของเก้าอี้ใช้ระยะ 38 เซนติเมตร ความกว้างของเก้าอี้ 40 เซนติเมตร และระยะเอื้อมแขนไปข้างหน้า 69 – 73 เซนติเมตร ซึ่งผู้ใช้งานสามารถขยับเครื่องหั่นหรือเก้าอี้ได้ตามความเหมาะสม ผลการทดลองนำเครื่องมือที่ออกแบบใหม่ไปใช้งานจริงกับกลุ่มตัวอย่างเดิม พบว่าประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยสามารถลดเวลาการหั่นตะไคร้จำนวน 15 กิโลกรัมลงได้ 9.08 นาที และระดับความเสี่ยงทางการยศาสตร์ลดลงมาอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย (คะแนน RULA ลดลงเหลือ 4 และ REBA ลดลงเหลือ 4) นอกจากนี้ ผู้ใช้งานยังมีความพึงพอใจต่ออุปกรณ์ที่ออกแบบใหม่อยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 4.38) สรุปได้ว่า การประยุกต์ใช้หลักวิศวกรรมปัจจัยมนุษย์ในการออกแบบเครื่องมืออุปกรณ์ สามารถช่วยให้วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเครื่องแกงเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดความเสี่ยงทางการยศาสตร์ในการทำงานลงได้อย่างมีนัยสำคัญ</p> วีรชัย มัฎฐารักษ์, พิเชษฐ์ จันทวี, พุฒิธร ตุกเตียน, ธนรัตน์ รัตนกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมบ้านสมเด็จ https://ph04.tci-thaijo.org/index.php/JEITB/article/view/11787 Tue, 23 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาเครื่องอัดก้อนเชื้อเห็ดแบบกึ่งอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต https://ph04.tci-thaijo.org/index.php/JEITB/article/view/12239 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเครื่องอัดก้อนเชื้อเห็ดแบบกึ่งอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนแรงงาน และลดระยะเวลาในกระบวนการทำก้อนเชื้อเห็ด เนื่องจากระบบการผลิตเดิมยังมีข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตและต้องพึ่งพาแรงงานคนเป็นหลัก เครื่องต้นแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 1 แรงม้า ทำงานร่วมกับกลไกแบบ Slider–Crank และชุดกระบอกอัดจำนวน 4 กระบอก สามารถอัดก้อนเชื้อเห็ดได้ครั้งละ 4 ก้อน</p> <p>การทดสอบสมรรถนะของเครื่องดำเนินการที่ความถี่การทำงานตั้งแต่ 2 ถึง 10 เฮิรตซ์ ผลการทดสอบพบว่า ที่ความถี่ 10 เฮิรตซ์ เครื่องสามารถผลิตก้อนเชื้อเห็ดได้สูงสุด 48 ก้อนต่อนาที เมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องต้นแบบเดิมซึ่งผลิตได้ 10 ก้อนต่อนาที คิดเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นของกำลังการผลิต 380% และเพิ่มขึ้น 63.33% เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราการทำงานของแรงงานคนต่อหน่วยเวลา</p> <p>ความถี่การทำงานที่เหมาะสมที่สุดอยู่ในช่วง 3–4 เฮิรตซ์ ซึ่งให้ค่าความหนาแน่นเฉลี่ยของก้อนเชื้อเห็ดสูงสุดเท่ากับ 0.78 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร โดยค่าเฉลี่ยความหนาแน่นรวมเท่ากับ 0.64 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร แสดงถึงคุณภาพการอัดที่ดีขึ้น นอกจากนี้ การวิเคราะห์ด้านเศรษฐศาสตร์พบว่า เครื่องที่พัฒนาขึ้นมีระยะเวลาคืนทุนประมาณ 2.83 วัน เครื่องต้นแบบดังกล่าวเหมาะสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย เกษตรกร และวิสาหกิจชุมชนที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตก้อนเชื้อเห็ดอย่างยั่งยืน</p> เบญญา กสานติกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมบ้านสมเด็จ https://ph04.tci-thaijo.org/index.php/JEITB/article/view/12239 Tue, 23 Jun 2026 00:00:00 +0700 การประเมินคุณภาพระบบและการยอมรับเทคโนโลยีของแอปพลิเคชันการแจ้งเหตุด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร https://ph04.tci-thaijo.org/index.php/JEITB/article/view/13436 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ประเมินคุณภาพของระบบแอปพลิเคชันสำหรับการแจ้งและติดตามเหตุการณ์ด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในสถานศึกษา (2) ศึกษาระดับการยอมรับเทคโนโลยีของผู้ใช้งาน และ (3) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพของระบบ การรับรู้ประโยชน์ การรับรู้ความง่ายในการใช้งาน การยอมรับเทคโนโลยี และผลกระทบต่อองค์กร โดยบูรณาการกรอบแนวคิดจากแบบจำลองความสำเร็จของระบบสารสนเทศของ DeLone และ McLean และแบบจำลองการยอมรับเทคโนโลยี (Technology Acceptance Model: TAM) การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลจากนักศึกษา อาจารย์ และบุคลากรของมหาวิทยาลัยที่ใช้ระบบแอปพลิเคชันในการแจ้งเหตุด้านความปลอดภัย ขนาดกลุ่มตัวอย่าง 300 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์สหสัมพันธ์เพียร์สัน เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่ศึกษา ผลการวิจัยพบว่า ผู้ใช้งานมีความคิดเห็นต่อคุณภาพของระบบ การรับรู้ประโยชน์ การรับรู้ความง่ายในการใช้งาน และการยอมรับเทคโนโลยีอยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่าคุณภาพของระบบมีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับการรับรู้ประโยชน์และการรับรู้ความง่ายในการใช้งาน ขณะที่การรับรู้ประโยชน์และการรับรู้ความง่ายในการใช้งานมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการยอมรับเทคโนโลยี และการยอมรับเทคโนโลยีมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับผลกระทบต่อองค์กร ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาคุณภาพของระบบสารสนเทศและการออกแบบระบบที่ใช้งานง่ายมีบทบาทสำคัญต่อการส่งเสริมการยอมรับเทคโนโลยีของผู้ใช้งาน และสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการด้าน อาชีวอนามัยและความปลอดภัยในสถานศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> โยธิน พลประถม, คณกร สว่างเจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมบ้านสมเด็จ https://ph04.tci-thaijo.org/index.php/JEITB/article/view/13436 Tue, 23 Jun 2026 00:00:00 +0700 การประเมินพื้นที่เสี่ยงไฟป่าโดยการบูรณาการข้อมูลจุดความร้อนจากดาวเทียมและปัจจัยพฤติกรรมมนุษย์ : กรณีศึกษา อุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน https://ph04.tci-thaijo.org/index.php/JEITB/article/view/13772 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงพื้นที่ของจุดความร้อนย้อนหลัง พฤติกรรมมนุษย์ และปัจจัยด้านการเข้าถึงพื้นที่ที่มีผลต่อการเกิดไฟป่า และเพื่อพัฒนาแบบจำลองเชิงพื้นที่สำหรับประเมินความเสี่ยงการเกิดไฟป่าในอุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน การวิจัยใช้ข้อมูลจุดความร้อนย้อนหลัง 5 ปี (พ.ศ. 2564–2568) ข้อมูลพื้นที่เก็บหาของป่า(ตัวแทนพฤติกรรมของมนุษย์) และข้อมูลเส้นทางเข้าออกพื้นที่ป่า โดยวิเคราะห์ด้วยเทคนิคระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ได้แก่ Kernel Density, Buffer Analysis, Reclassification และ Overlay Analysis และตรวจสอบความสอดคล้องของแบบจำลองโดยเปรียบเทียบแผนที่ความเสี่ยงไฟป่ากับตำแหน่งจุดความร้อนในปีล่าสุด ผลการศึกษาพบว่าพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดไฟป่ามักเป็นบริเวณที่มีความหนาแน่นของจุดความร้อนสูง มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรป่าไม้ของชุมชนอย่างต่อเนื่อง และสามารถเข้าถึงได้สะดวก โดยเฉพาะในพื้นที่ด้านทิศตะวันออก ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และทิศใต้ของอุทยาน ขณะที่พื้นที่ที่อยู่ห่างไกลจากเส้นทางและมีกิจกรรมของมนุษย์น้อยมีความเสี่ยงต่ำแบบจำลองที่พัฒนาขึ้นสามารถจำแนกระดับความเสี่ยงออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ เสี่ยงมาก เสี่ยงปานกลาง เสี่ยงน้อย และเสี่ยงน้อยมาก โดยพื้นที่ส่วนใหญ่จัดอยู่ในระดับความเสี่ยงน้อยมาก ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าการบูรณาการข้อมูลจุดความร้อนร่วมกับข้อมูลพฤติกรรมมนุษย์และการเข้าถึงพื้นที่สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการประเมินความเสี่ยงไฟป่า และสามารถนำไปใช้สนับสนุนการวางแผนป้องกันไฟป่าในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> สุภาวดี ซ้องก๋า, ปกรณ์ เข็มมงคล, ครรชิต พิระภาค, ธีรศักดิ์ อุปการ, สารัลย์ กระจง, รัชดา คำจริง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมบ้านสมเด็จ https://ph04.tci-thaijo.org/index.php/JEITB/article/view/13772 Tue, 23 Jun 2026 00:00:00 +0700