วารสารวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมบ้านสมเด็จ https://ph04.tci-thaijo.org/index.php/JEITB <h2>เกี่ยวกับวารสาร</h2> <p>วารสารวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมบ้านสมเด็จ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ได้จัดตั้งวารสาร ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2563 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้และผลงานทางวิชาการที่มีคุณภาพในด้านวิศวกรรมศาสตร์ ได้แก่ วิศวกรรมไฟฟ้า วิศวกรรมอุตสาหการ วิศวกรรมเครื่องกล วิศวกรรมโยธา วิศวกรรมพลังงาน วิศวกรรมยานยนต์ไฟฟ้า วิศวกรรมคอมพิวเตอร์และสารสนเทศ และด้านเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ได้แก่ เทคโนโลยีโลจิสติกส์ เทคโนโลยีการจัดการอุตสาหกรรม เทคโนโลยีสถาปัตยกรรม การจัดการวิศวกรรมการผลิตและคลังสินค้า ออกแบบผลิตภัณฑ์และนวัตกรรม และเทคโนโลยีอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ทั้งในภาษาไทยและภาษาอังกฤษ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ คณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัยทั้งภายในและภายนอกสถาบัน โดยรับพิจารณาบทความวิจัย (Research Article) และบทความวิชาการ (Academic Article) ที่ไม่เคยเผยแพร่หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารอื่น บทความทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายสถาบันที่เชี่ยวชาญอย่างน้อย 3 ท่าน บทความผู้นิพนธ์ภายนอกได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายในและภายนอกที่ไม่ได้สังกัดเดียวกับผู้นิพนธ์ ส่วนบทความผู้นิพนธ์ภายในได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกหน่วยงานที่จัดทำวารสาร แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน (double-blind review) <strong>และไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ใด ๆ</strong> <strong>ในทุกขั้นตอน</strong> สำหรับการกำหนดจัดทำวารสารปีละ 2 ฉบับ ดังนี้</p> <p>ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม-มิถุนายน ของทุกปี</p> <p>ฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคม-ธันวาคม ของทุกปี</p> th-TH kridtharit.th@bsru.ac.th (รองศาสตราจารย์ ดร.กฤดิธฤต ทองสิน) Yossawat.ch@bsru.ac.th (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ยศวัจน์ ชีววรนนท์ตรี) Wed, 17 Dec 2025 16:30:16 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ครูยุคใหม่กับการพัฒนาคุณภาพการศึกษา https://ph04.tci-thaijo.org/index.php/JEITB/article/view/10836 <p>ในศตวรรษที่ 21 ระบบการศึกษามีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ครูยุคใหม่จึงต้องปรับตัวให้ทันต่อเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน บทความนี้มุ่งเน้นศึกษาบทบาทของครูยุคใหม่ในด้านการพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการเรียนการสอน และการเป็นผู้นำทางวิชาการที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้เรียน ผลการศึกษาพบว่าครูยุคใหม่จำเป็นต้องมีทักษะด้านดิจิทัล ความสามารถในการสอนแบบ Active Learning และการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนให้มีความคิดสร้างสรรค์และการแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ การส่งเสริมให้ครูพัฒนาองค์ความรู้และทักษะใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องจะช่วยให้ระบบการศึกษามีคุณภาพสูงขึ้นและตอบสนองต่อความต้องการของสังคมในยุคปัจจุบัน</p> วิชัย แหวนเพชร, สมถวิล ฤกษ์งาม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมบ้านสมเด็จ https://ph04.tci-thaijo.org/index.php/JEITB/article/view/10836 Wed, 17 Dec 2025 00:00:00 +0700 Design and Development of a Small Jacquard for Increasing the Effectiveness of Thai Song Dam Woven Fabric Products https://ph04.tci-thaijo.org/index.php/JEITB/article/view/10079 <p>This research used a mixed-method approach. The objectives of this study were 1) to study the identity of woven fabric patterns of the Thai Song Dam ethnic group at the Traditional Thai Dam Cultural Center, Moo 1, Ban Don Sub-district, U-thong District, Suphan Buri 2) to design and develop a small-scale Jacquard weaving machine to preserve traditional patterns and consistently improve production efficiency and 3) to determine the efficiency of the small-scale Jacquard weaving machine. The population and samples in this study were divided into two groups: 1) community leaders, folk philosophers, and villagers at the Traditional Thai Dam Cultural Center, Moo 1, Ban Don Sub-district, U-thong District, Suphan Buri and 2) a target group of about 30 people interested in Thai Song Dam woven fabric products, who participated in product testing. The research instruments included interview forms, product evaluation forms, and product testing. Data were analyzed using frequency, percentage, mean, standard deviation, and user satisfaction level analysis. The findings revealed the following: 1) The study of the identity of woven fabric patterns of the Thai Song Dam ethnic group at the Traditional Thai Dam Cultural Center showed that the technique of creating patterns involved folding fabrics of various colors and stitching them together, as well as the use of “eua saew” embroidery with different motifs on black fabric. Black is particularly significant, as it represents the original name of the ethnic group. 2) The results of designing and developing the small-scale Jacquard weaving machine to preserve the traditional patterns of the Thai Song Dam ethnic group demonstrated that the machine could be installed on existing looms and operated according to traditional weaving plans. 3) The evaluation revealed that all five dimensions were rated at high to very high levels, with “structural strength” receiving the highest score (Xˉ = 4.70, SD = 0.44). This indicates that durability, safety, and functionality are the most valued attributes of the product. Overall, the small-scale Jacquard loom was assessed as efficient, reliable, and well-suited for user needs. Although the punch-card technique allowed for the creation of patterns, there were limitations, as the studied motifs were embroidered. Consequently, the patterns could not be fully replicated through weaving alone. To achieve completeness, it is necessary to combine Jacquard weaving with the coiling process.</p> Janyawan Janyatham, Wachirasak Kainwong, Areeya Juichamlong, Saowalak Srisuwan, Wittawat Sooksaket, Kwannapa Watchanarat ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมบ้านสมเด็จ https://ph04.tci-thaijo.org/index.php/JEITB/article/view/10079 Wed, 17 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์สำหรับสถานประกอบการขนาดเล็ก https://ph04.tci-thaijo.org/index.php/JEITB/article/view/8779 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์สำหรับสถานประกอบการขนาดเล็ก โดยกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนายจ้าง 6 คน พนักงาน 60 คน บุคลากรหน่วยงานรัฐ 2 คน ผู้นำชุมชน 2 คน และประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้เคียง 2 คน การสุ่มตัวอย่างใช้วิธีเลือกโดยการสุ่มอย่างง่ายและอิงดุลยพินิจ การวิเคราะห์ข้อมูลทำโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ SWOT ตามดัชนีตัวชี้วัดความสำเร็จแบบสมดุล ได้แก่ มาตรการความปลอดภัย บรรยากาศความปลอดภัย และปัจจัยคุกคามสุขภาพจากการทำงาน ผลการวิจัยพบว่ารูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 3 ระยะ ได้แก่ 1) การดำเนินงานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย 2) การกำหนดยุทธศาสตร์ในการดำเนินงาน และ 3) การนำมาตรฐานสากลมาใช้ การประเมินความเหมาะสมของรูปแบบมีค่าเฉลี่ย 3.93 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.75 และการประเมินคู่มือการใช้งานมีค่าเฉลี่ย 3.87 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.51 อยู่ในระดับดี องค์ความรู้จากการวิจัยสามารถใช้เป็นแนวทางพัฒนาระบบความปลอดภัยในสถานประกอบการขนาดเล็ก เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานและส่งเสริมวัฒนธรรมความปลอดภัยอย่างยั่งยืน</p> โยธิน พลประถม, พงศ์ หรดาล, คณกร สว่างเจริญ, ภาษิต ทินนาม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมบ้านสมเด็จ https://ph04.tci-thaijo.org/index.php/JEITB/article/view/8779 Wed, 17 Dec 2025 00:00:00 +0700 การสร้างชุดขดลวดเหนี่ยวนำ สำหรับการทดลองทางฟิสิกส์ เรื่อง กฎการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าของฟาราเดย์ https://ph04.tci-thaijo.org/index.php/JEITB/article/view/10105 <p>วัตถุประสงค์ของวิจัยนี้เป็นการสร้างและพัฒนาชุดขดลวดเหนี่ยวนำให้มีคุณภาพ เพื่อใช้ประกอบเป็นชุดทดลองสำหรับการศึกษาหลักการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าตาม กฎของฟาราเดย์ ผู้วิจัยได้สร้างชุดขดลวดเหนี่ยวนำซึ่งสร้างขึ้นจากลวดทองแดงพันรอบท่อพีวีซีเป็นขวดลวดโซลินอยด์ ประกอบไปด้วยขดลวดปฐมภูมิและขดลวดทุติยภูมิ ผู้วิจัยทำการทดสอบการใช้งานและประเมินคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ผลการวิจัยพบว่า ขดลวดปฐมภูมิเส้นผ่านศูนย์กลางแกน 6.0 เซนติเมตร ความยาว 10 เซนติเมตร จำนวนรอบการพันขดลวด 150 200 และ 300 รอบ เมื่อผ่านไฟฟ้ากระแสสลับสามารถเหนี่ยวนำให้เกิดสนามแม่เหล็กสอดคล้องกับสนามแม่เหล็กจากกระแสไหลผ่านขดลวดโซลินอยด์ ขดลวดทุติยภูมิเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.2 เซนติเมตร ความยาว 4 เซนติเมตร จำนวนรอบการพันขดลวด 100 200 และ 300 รอบ ชุดขดลวดเหนี่ยวนำที่สร้างขึ้นเมื่อประกอบเป็นชุดทดลองสามารถแสดงความสัมพันธ์ระหว่างแรงเคลื่อนไฟฟ้าเหนี่ยวนำและกระแสไฟฟ้า โดยเมื่อจ่ายไฟฟ้ากระแสสลับความถี่ 50 เฮิรตซ์ ในช่วง 0.8 ถึง 1.2 แอมแปร์ ให้กับขดลวดปฐมภูมิจะเกิดแรงเคลื่อนไฟฟ้าเหนี่ยวนำในขดลวดทุติยภูมิในช่วง 1.75 ถึง 115 มิลลิโวลต์ เป็นไปตามกฎการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าของฟาราเดย์ มีค่าความคลาดเคลื่อนอยู่ในช่วง 0.71 ถึง 14.22 เปอร์เซ็นต์ และมีคุณภาพอยู่ในระดับดีมาก ( = 4.72, <em>S.D.</em> = 0.30)วัตถุประสงค์ของวิจัยนี้เป็นการสร้างและพัฒนาชุดขดลวดเหนี่ยวนำให้มีคุณภาพ เพื่อใช้ประกอบเป็นชุดทดลองสำหรับการศึกษาหลักการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าตาม กฎของฟาราเดย์ ผู้วิจัยได้สร้างชุดขดลวดเหนี่ยวนำซึ่งสร้างขึ้นจากลวดทองแดงพันรอบท่อพีวีซีเป็นขวดลวดโซลินอยด์ ประกอบไปด้วยขดลวดปฐมภูมิและขดลวดทุติยภูมิ ผู้วิจัยทำการทดสอบการใช้งานและประเมินคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ผลการวิจัยพบว่า ขดลวดปฐมภูมิเส้นผ่านศูนย์กลางแกน 6.0 เซนติเมตร ความยาว 10 เซนติเมตร จำนวนรอบการพันขดลวด 150 200 และ 300 รอบ เมื่อผ่านไฟฟ้ากระแสสลับสามารถเหนี่ยวนำให้เกิดสนามแม่เหล็กสอดคล้องกับสนามแม่เหล็กจากกระแสไหลผ่านขดลวดโซลินอยด์ ขดลวดทุติยภูมิเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.2 เซนติเมตร ความยาว 4 เซนติเมตร จำนวนรอบการพันขดลวด 100 200 และ 300 รอบ ชุดขดลวดเหนี่ยวนำที่สร้างขึ้นเมื่อประกอบเป็นชุดทดลองสามารถแสดงความสัมพันธ์ระหว่างแรงเคลื่อนไฟฟ้าเหนี่ยวนำและกระแสไฟฟ้า โดยเมื่อจ่ายไฟฟ้ากระแสสลับความถี่ 50 เฮิรตซ์ ในช่วง 0.8 ถึง 1.2 แอมแปร์ ให้กับขดลวดปฐมภูมิจะเกิดแรงเคลื่อนไฟฟ้าเหนี่ยวนำในขดลวดทุติยภูมิในช่วง 1.75 ถึง 115 มิลลิโวลต์ เป็นไปตามกฎการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าของฟาราเดย์ มีค่าความคลาดเคลื่อนอยู่ในช่วง 0.71 ถึง 14.22 เปอร์เซ็นต์ และมีคุณภาพอยู่ในระดับดีมาก ( <img src="blob:https://ph04.tci-thaijo.org/813cd587-b19c-43fb-a092-ab5380e99e4a" /> = 4.72, <em>S.D.</em> = 0.30)</p> ทิพย์วรรณ หงกะเชิญ, ธนพงษ์ เชื้อฉุน, เกศริน มีมล, วาทินี จันมี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมบ้านสมเด็จ https://ph04.tci-thaijo.org/index.php/JEITB/article/view/10105 Wed, 17 Dec 2025 00:00:00 +0700 การออกแบบบรรจุภัณฑ์จากกาบกล้วย https://ph04.tci-thaijo.org/index.php/JEITB/article/view/10398 <p>บรรจุภัณฑ์และผลิตภัณฑ์หัตถกรรมไทยมีความผูกพันกับวิถีชีวิตของชาวไทย เนื่องจากสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติตามสภาพภูมิศาสตร์และการประกอบอาชีพเกษตรกรรมจึงมีการสร้างเครื่องมือ เครื่องใช้ ซึ่งทำขึ้นจากวัสดุพื้นบ้านที่สามารถผลิตขึ้นใช้เอง เพื่อทำการประกอบอาชีพและใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันด้วยวิธีการถักทอจักสาน จากวัสดุที่เป็นเส้น เป็นริ้ว โดยสร้างรูปทรงของสิ่งที่ประดิษฐ์ขึ้นตามความประสงค์และประโยชน์ในการใช้สอย เช่นการใช้ประโยชน์จากกาบกล้วย ซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน เช่น นำมาใช้เป็นเชือกกล้วยมัดสิ่งของต่าง ๆ เป็นต้น การวิจัยสรรพคุณต่าง ๆ ที่มีอยู่ในกาบกล้วย นำไปสู่สิ่งประดิษฐ์หรือผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มคุณค่าทั้งยังช่วยลดปัญหามลพิษต่อสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย ออกแบบบรรจุภัณฑ์จากกาบกล้วย โดยมีวัตถุประสงค์ในการวิจัย 2 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาความเป็นอยู่สภาพปัญหาของชุมชนในพื้นที่ 2) เพื่อศึกษาข้อมูลด้านวัสดุ กระบวนการผลิต และข้อมูลที่นำไปสู่แนวคิดในการออกแบบบรรจุภัณฑ์ 3) เพื่อออกแบบบรรจุภัณฑ์จากกาบกล้วยให้มีรูปแบบที่ร่วมยุคร่วมสมัย ดังต่อไปนี้ คือ 1) การทดลองแรงดึงของเส้นกาบกล้วย 2) แบบสอบถาม ความพึงพอใจของผู้บริโภคที่มีต่อบรรจุภัณฑ์จากกาบกล้วย พบว่าผลการทดลองแรงดึงของเส้นกาบกล้วย สามารถทนต่อแรงดึงของน้ำหนักประมาณ 12 กิโลกรัม โดยไม่ขาดและสามารถรับน้ำหนักได้ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยได้ดำเนินการศึกษาค้นคว้าข้อมูลด้านเอกสารที่เกี่ยวข้องและการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้บริโภคที่มีต่อบรรจุภัณฑ์จากกาบกล้วย โดยใช้แบบสอบถามประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ซึ่งในการศึกษางานวิจัยในครั้งนี้กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริโภคช่วงอายุระหว่าง 18-45 ปี จำนวน 50 คน จากนั้นทำการวิจัยออกแบบบรรจุภัณฑ์จากกาบกล้วยทั้ง 3 รูปแบบ ผลการวิจัยพบว่า แบบที่ 1 มีค่าเฉลี่ย (𝑥̅ = 2.78) โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลางและรองลงมา คือ แบบที่ 2 มีค่าเฉลี่ย (𝑥̅ = 3.27) อยู่ในระดับมาก และแบบที่ 3 มีค่าเฉลี่ย (𝑥̅ = 4.02) โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ดังนั้นผลการศึกษาการวิจัยเรื่องการออกแบบบรรจุภัณฑ์จากกาบกล้วย จึงเป็นอีกกระบวนการหนึ่งของการศึกษาเพื่อพัฒนาวัสดุเดิม เพื่อเป็นแนวทางในการสร้าง บรรจุภัณฑ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น อันก่อให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนอย่างยั่งยืน ซึ่งประเด็นสำคัญของงานวิจัยเล่มนี้ คือ ช่วยเพิ่มมูลค่าและพัฒนารูปแบบบรรจุภัณฑ์ให้กับท้องถิ่นและสร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชน เนื่องจากบรรจุภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นเพื่อนำไปบรรจุอาหารจึงไม่ได้เคลือบด้วยสารเคมี อาจจะทำให้เกิดเชื้อราได้ง่ายกว่าบรรจุภัณฑ์ชนิดอื่น ๆ</p> จักฤษณ์ พนาลี, ราชนิรันดร์ ดวงชัย, พิเชฐ มีมะแม, สารัลย์ กระจง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมบ้านสมเด็จ https://ph04.tci-thaijo.org/index.php/JEITB/article/view/10398 Wed, 17 Dec 2025 00:00:00 +0700 โมเดลทำนายโหลดไฟฟ้าแบบ Quantum-Inspired ที่ผสาน STL Decomposition และเทคนิค Clustering สำหรับการจัดการพลังงานอัจฉริยะ https://ph04.tci-thaijo.org/index.php/JEITB/article/view/10539 <p>งานวิจัยนี้นำเสนอกรอบการวิเคราะห์และพยากรณ์โหลดไฟฟ้าแบบสามเฟส โดยใช้เทคนิค Quantum-Inspired Machine Learning ร่วมกับ STL Decomposition, K-Means Clustering และ Anomaly Detection ข้อมูลจริงเก็บจากอาคารเรียน ช่างอุตสาหกรรม มทร.ศรีวิชัย 151 วัน (ธันวาคม พ.ศ. 2567 – เมษายน พ.ศ. 2568) ผลการวิเคราะห์พบว่า Phase B มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 13.40A ขณะที่ Phase A = 6.02A และ Phase C = 7.62A สะท้อนปัญหา Phase unbalance โดย A-B มีความต่างเฉลี่ย 7.38A และ Max Differential 17.9A STL Decomposition ชี้แนวโน้ม Phase B เพิ่มจาก 7.0A (ธันวาคม พ.ศ. 2567) 21.5A (มีนาคม พ.ศ. 2568) และมี Residual เกิน ±5A หลายครั้งสะท้อนถึงสภาวะโหลดชั่วขณะ Anomaly Detection (Z-Score + Isolation Forest) พบ 17 จุดผิดปกติ โดยวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2568 สูงสุด 36.0A K-Means (k=3) จัดกลุ่มโหลดเป็น ต่ำ ~7.1A, ปานกลาง ~13.7A และ สูง ~19.3A ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญต่อการวางแผนจัดการพลังงานในอาคารอย่างมีประสิทธิภาพ</p> สันติ การีสันต์, สุพร ฤทธิภักดี, สันติพงษ์ คงแก้ว, สิทธิศักดิ์ โรจชะยะ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมบ้านสมเด็จ https://ph04.tci-thaijo.org/index.php/JEITB/article/view/10539 Wed, 17 Dec 2025 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์โซ่อุปทานของน้ำพริกปลาป่น : กรณีศึกษาชุมชนบ้านหนองโน https://ph04.tci-thaijo.org/index.php/JEITB/article/view/9209 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาและวิเคราะห์โซ่อุปทานน้ำพริกปลาป่น (2) เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ทุกกิจกรรมด้านโลจิสติกส์และโซ่อุปทานของน้ำพริกปลาป่น และ (3) เพื่อวิเคราะห์แบบจำลองอ้างอิงการดำเนินงานในโซ่อุปทาน (SCOR Model) กลุ่มเป้าหมายในการศึกษาคือ วิสาหกิจชุมชนบ้านหนองโน ตำบลหัวหิน อำเภอห้วยเม็ก จังหวัดกาฬสินธุ์ การเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกและภาคสนาม การวิเคราะห์ด้วยแนวคิดโซ่อุทาน จากนั้นวิเคราะห์ความสัมพันธ์ในทุกกิจกรรมด้านโลจิสติกส์ 13 กิจกรรม และวิเคราะห์แบบจำลองอ้างอิงการดำเนินงานในโซ่อุปทาน หรือ SCOR Model ผลการศึกษาพบว่า ผลิตภัณฑ์น้ำพริกปลาป่นชุมชนบ้านหนองโน สามารถสร้างโซ่อุปทานได้ 1 โซ่ตั้งแต่กระบวนการจัดหาวัตถุดิบ การผลิต การจัดเก็บ และการกระจายสินค้าจนถึงมือผู้บริโภค จากนั้นวิเคราะห์ความสัมพันธ์กิจกรรมด้านโลจิสติกส์และโซ่อุปทานครบทั้ง 13 กิจกรรม ซึ่งพบว่าปัญหาคือ การพยากรณ์ความต้องการ การควบคุมสินค้าคงคลัง และการจัดการคลังสินค้า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านหนองโนดำเนินการได้ไม่เต็มประสิทธิภาพเนื่องจากจะผลิตตามคำสั่งซื้อของลูกค้าเท่านั้น ผลที่ได้จากการนำแบบจำลอง SCOR Model มาวิเคราะห์ พบว่า ขาดการวางแผนการผลิต ประโยชน์ที่ได้จากผลการวิจัยได้ถูกนำเสนอให้กับกลุ่มสมาชิกในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านหนองโน สะท้อนปัญหาที่พบในโซ่อุปทานและได้เสนอแนะให้กลุ่มฯ ได้ทำการวางแผนการผลิตอย่างเป็นระบบ สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้า และทำงานเป็นระบบมากขึ้นได้</p> วิลาวัณย์ นามาก, นันทิชา ธารศรี, รัชฎา แต่งภูเขียว, สวลี อุตรา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมบ้านสมเด็จ https://ph04.tci-thaijo.org/index.php/JEITB/article/view/9209 Wed, 17 Dec 2025 00:00:00 +0700 การปรับปรุงกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์เส้นไหมด้วยแนวคิดไคเซ็น: กรณีศึกษากลุ่มสตรีวิสาหกิจ บ้านวังหิน จังหวัดชัยภูมิ https://ph04.tci-thaijo.org/index.php/JEITB/article/view/11112 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์เส้นไหมของกลุ่มสตรีวิสาหกิจชุมชน บ้านวังหิน ตำบลบ้านเต่า อำเภอบ้านแท่น จังหวัดชัยภูมิ โดยประยุกต์ใช้แนวคิดไคเซ็น (Kaizen) กลุ่มผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ประธานกรรมการและหัวหน้างานประจำกระบวนการย่อยทั้งหมด รวม 7 คน การดำเนินงานวิจัยแบ่งออกเป็น 7 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ การค้นหาปัญหา วิเคราะห์สภาพปัจจุบัน วิเคราะห์สาเหตุ กำหนดแนวทางแก้ไข วางแผนและปฏิบัติ วัดผล และรักษามาตรฐาน ผลการศึกษาพบปัญหาเบื้องต้นที่สำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การตายของตัวอ่อนไหม การมีเศษรังไหมติดปะปนระหว่างการสาวไหม และสีย้อมเส้นไหมไม่สม่ำเสมอ การแก้ปัญหาดำเนินการใน 5 แนวทาง ได้แก่ การซับน้ำออกจากกระด้ง การคลุมผ้าป้องกันแมลง การเพิ่มคานกรองเศษไหม การนวดกดเส้นไหม และการควบคุมอุณหภูมิของสีย้อม ผลการปรับปรุงแสดงให้เห็นถึงคุณภาพและประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ได้แก่ ร้อยละผลผลิตรังไหมที่เสียหายลดลงร้อยละ 2.88 จำนวนครั้งเฉลี่ยที่เศษรังไหมติดระหว่างการสาวลดลง 3.3 ครั้งต่อชั่วโมง และร้อยละของมัดเส้นไหมที่ย้อมสีได้สมบูรณ์เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.67 มีข้อเสนอแนะจากการศึกษาในเรื่องของการนำแนวคิดไคเซ็นบนพื้นฐานการมีส่วนร่วมไปปลูกฝังให้เป็นวัฒนธรรมขององค์กร การนำผลการปรับปรุงกระบวนการไปใช้เป็นมาตรฐานการปฏิบัติงานของกลุ่มฯ การต่อยอดการปรับปรุงกระบวนการผ่านวงจรคุณภาพที่มีจำนวนวงรอบมากขึ้น รวมทั้งการขยายผลแนวทางการปรับปรุงไปสู่กระบวนการหรือชุมชนอื่น</p> ไสว ศิริทองถาวร, ชนิดาภา พื้นหินลาด, พรพิมล ยวงเกตุ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมบ้านสมเด็จ https://ph04.tci-thaijo.org/index.php/JEITB/article/view/11112 Wed, 17 Dec 2025 00:00:00 +0700